โรเมลู เมนามา ลูกากู โบลินโกลิ (Romelu Menama Lukaku Bolingoli) เกิดวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1993 เป็นนักฟุตบอลชาวเบลเยียม เชื้อสายคองโก ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าให้แก่เชลซี ในพรีเมียร์ลีก และทีมชาติเบลเยียม

ลูกากู นั้นเคยอยู่กับเชลซีมาก่อน และได้ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ เวสต์บรอมวิชอัลเบียน ไปจนถึง เอฟเวอร์ตัน จนกระทั่งเอฟเวอร์ตันได้ทำการซื้อตัวมาอย่างถาวรในปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2014 ด้วยราคาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร คือ 28 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,540 ล้านบาท) ด้วยสัญญา 5 ปี ในฤดูกาล 2015–2016 ลูกากูเล่นได้อย่างโดดเด่น ได้ชื่อว่าเป็นผู้เล่นกองหน้าที่ตัวใหญ่ มีแรงปะทะมาก แต่มีความคล่องแคล่วว่องไว และมีการยิงประตูที่เฉียบคม

ในนัดที่ 4 ของฤดูกาล 2016–2017 เอฟเวอร์ตัน เป็นฝ่ายบุกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ที่สนาม สเตเดียมออฟไลต์ ลูกากูเป็นผู้ยิงแฮตทริกได้ ในนาทีที่ 60, 68 และ 71 นับเป็นผลการแข่งขันของนัดนี้ด้วย ทำให้กลายเป็นผู้ยิงแฮตทริกแรกในพรีเมียร์ลีก ของฤดูกาลนี้ และจากผลการแข่งขันทำให้ เอฟเวอร์ตัน ขึ้นสู่ที่ 3 ของอันดับตารางคะแนน

หลังจากที่ทำผลงานอันยอดเยี่ยมตลอด 3 ฤดูกาลให้กับ เอฟเวอร์ตัน และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของ PFA ในฤดูกาล 2016–2017 ใน ค.ศ.2017 ลูกากู ได้เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวโดยประมาณ 75 ล้านปอนด์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นชาวเบลเยียม ที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

ลูกากูกลายเป็นผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาล ในนามของทีมชาติเบลเยียม เขาลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปี 2010 ด้วยวัย 17 ปี จากนั้นเขาได้ลงเล่นในฟุตบอลโลก 2 ครั้ง และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปอีกหนึ่งครั้ง สำหรับในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เขามีส่วนช่วยให้เบลเยียมจบอันดับที่ 3 ลูกากูเป็นผู้ทำประตูสูงสุดอันดับที่ 2 และได้รับรางวัลรองเท้าทองแดงในรายการนั้น

ฤดูกาล 2011-2012 เขาในวัย 18 ปี ย้ายจาก อันเดอร์เลชท์ มาค้าแข้งที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซัมเมอร์ปี 2011 ลูกากู ลงเล่น 12 นัดในฤดูกาลแรกกับเชลซี โดยส่วนใหญ่เป็นตัวสำรอง นอกจากนี้เขายังเป็นส่วนหนึ่งในทีมชุดที่เดินทางไปยังเมืองมิวนิค และคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นสมัยแรก อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีชื่อในขุมกำลังจากเกมที่ดวลจุดโทษตัดสินเอาชนะบาเยิร์น มิวนิค

ฤดูกาล 2013-2014 ลูกากู ลงสนาม 3 นัด จากม้านั่งสำรอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปค้าแข้งแบบยืมตัว ในเดือนสิงหาคม 2013 สำหรับ 3 เกมนั้นคือ ศึกพรีเมียร์ ลีก ที่ไปเอาชนะ ฮัลล์ ซิตี้ และ แอสตัน วิลล่า ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ รวมทั้งในเกมยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ที่พ่ายต่อ บาเยิร์น มิวนิค ในเมืองปราก ซึ่งจุดโทษของเขา โดนนายทวาร มานูเอล นอยเออร์ เซฟเอาไว้ได้ระหว่างการดวลจุดโทษตัดสิน หลังเสมอกันในเวลา 2-2

ฤดูกาล 2021-2022 ลูกากู รักษาสถิติการทำประตูในเกมประเดิมสนาม โดยยิงได้ หลังผ่านไปเพียง 15 นาที ในนัดแรกกับการเล่นให้เชลซีเป็นรอบที่สอง แมตช์ดังกล่าวบุกเอาชนะ อาร์เซนอล 2-0 ในพรีเมียร์ ลีก ก่อนที่เขาจะเติมเต็มความฝันวัยเด็ก ด้วยการยิงไป 2 ประตู ในเกมเหย้านัดแรก ตั้งแต่ย้ายกลับมา ช่วยให้ทีมถล่ม แอสตัน วิลล่า ไป 3-0 เขาทำได้อีกหนึ่งประตูในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เอาชนะ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้ยิงไปได้ 4 ประตู จากการลงเล่น 4 นัด นับตั้งแต่ย้ายกลับมาเป็นแข้งให้กับเชลซี

อย่างไรก็ตาม ลูกากูไม่ได้ยิงประตูต่อเนื่องได้ง่ายดายนัก และได้รับบาดเจ็บระหว่างการทำประตู ในเกมนัดรีเทิร์นกับ เซนิต ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาพลาดมีส่วนร่วมในการแข่งขันช่วงเดือนธันวาคม หลังจากนั้นลูกากู มายิงประตูสำคัญได้ 2 เกมติดต่อกัน โดยช่วยให้ทีมออกนำในนัดที่เอาชนะ แอสตัน วิลล่า ไป 3-1 ในวันเกิด และยิงประตูเบิกร่องในเกมที่เสมอกับ ไบรท์ตัน ไป 1-1

ลูกากู ได้สร้างอิมแพคที่สำคัญที่สุด ในช่วง 6 เดือนแรก หลังย้ายกลับมาเล่นให้เชลซี นั่นคือรายการฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ โดยทีมคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ที่ อาบูดาบี เขาแสดงสัญชาตญาณกองหน้าในการทำประตูรอบรองชนะเลิศ ที่เอาชนะ อัล ฮิลาล ก่อนจะโหม่งทำประตูในจังหวะที่ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ครอสบอลมาให้ จนเป็นลูกยิงเบิกร่องในเกมรอบชิงชนะเลิศกับ พัลไมรัส ซึ่งเอาชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ

ลูกากู กับประสบการณ์ยืมตัว โดยเขาย้ายไปเล่นแบบยืมตัวครั้งแรกในช่วงต้นซีซั่น 2012-2013 โดยเป็นการเก็บประสบการณ์ในพรีเมียร์ ลีก กับ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน โดยเขาสร้างผลงานได้ทันที ด้วยการยิงในเกมประเดิมสนาม รวมทั้งการเดบิวต์อย่างเต็มเกม ถือเป็นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกากูเลยทีเดียว เมื่อเขาปิดฉากด้วย 17 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ในลีก ไฮไลต์คือการแข่งขันที่ เดอะ ฮอว์ธอร์นส์ ในนัดสุดท้ายของเขากับสโมสร เมื่อเขาทำ เพอร์เฟ็คต์ แฮตทริก ในครึ่งหลัง ช่วยให้ เวสต์ บรอม พลิกจากการโดนนำ 3 ลูก กลับมาตามตีเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-5 ในนัดสุดท้ายที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทัพปีศาจแดง

ลูกากู ยังคงวาดลวดลายใน พรีเมียร์ ลีก สำหรับการเล่นแบบยืมตัวครั้งที่ 2 ในฤดูกาล 2013-2014 โดยครั้งนี้อยู่กับเอฟเวอร์ตัน ลูกากู รักษาผลงานการยิงในการเดบิวต์ ช่วยให้ต้นสังกัดบุกเอาชนะ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด ไป 3-2 การประเดิมสนามเกมเหย้ายิ่งเหนือชั้นไปอีก เมื่อเขากดไปได้ 2 ลูก พาต้นสังกัดเฉือนชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ไป 3-2 โดยนัดนี้ได้แอสซิสต์ให้กับ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ได้อีกด้วย อีก 2 ประตูที่เขายิงได้ในเกมที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล 3-3 ทำให้ บิ๊กรอม กลายเป็นขวัญใจแฟนเอฟเวอร์ตัน ซึ่ง 15 ประตูของเขาที่ทำได้ ช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน เก็บคะแนนในพรีเมียร์ ลีกได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 72 แต้ม

ลูกากู ได้เริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับ อันเดอร์เลชต์ สโมสรในประเทศบ้านเกิด เขาทำผลงานได้น่าประทับใจ ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก โดยทำไปได้ 131 ประตู จากการลงเล่นให้ทีมเยาวชน 93 นัด เขาได้ลงเดบิวต์ให้ทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 16 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2009 ก่อนจะยึดตำแหน่งตัวจริงในฤดูกาลถัดมา  เขายิงไป 15 ประตู และกลายเป็นดาวซัลโวของ เบลเจี้ยน โปร ลีกด้วย ซึ่งทำให้เขาคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลแรก ในระดับซีเนียร์ ฤดูกาล 2010-2011 เขายิงไป 20 ประตูในลีก แต่หลังจากที่ อันเดอร์เลชต์ ไม่สามารถรักษาตำแหน่งแชมป์เอาไว้ได้ เขาได้ตัดสินใจย้ายมาเล่นให้เชลซีเป็นครั้งแรก

การค้าแข้งก้าวแรกกับเชลซี จบลงช่วงซัมเมอร์ 2014 เมื่อลูกากู ตัดสินใจไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน เซ็นสัญญาแบบถาวร ซึ่งเขายิงประตูแรกของฤดูกาลในการแข่งขันกับ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน อีกหนึ่งทีมที่เขาเคยย้ายไปอยู่ด้วย สถิติการยิงประตูในพรีเมียร์ ลีก ของลูกากูพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยเขากลายเป็นนักเตะคนที่ 5 ซึ่งมีอายุไม่ถึง 23 ปี ที่ยิงได้ถึง 50 ประตูในรายการนี้

นอกจากนี้เขายังสร้างสถิติอีกหลายอย่างให้กับสโมสร โดยกลายเป็นผู้เล่นคนแรกของ เอฟเวอร์ตัน ที่ยิงได้ 6 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ ลีก และเป็นนักเตะคนแรก ที่ยิงได้ 20 ประตู นับรวมทุกรายการให้กับ เอฟเวอร์ตัน ได้ 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ในสมัยพรีเมียร์ ลีก และยังเป็นคนแรกที่ยิงได้เกิน 20 ประตูในหนึ่งฤดูกาลพรีเมียร์ ลีก

ฟอร์มดังกล่าวทำให้ลูกากู ได้ย้ายไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลูกากู ก็เริ่มการค้าแข้งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดได้อย่างน่าประทับใจ โดยทำประตูในเกมประเดิมสนามใส่ เรอัล มาดริดในศึกยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และยิงไป 2 ประตูในการเดบิวต์พรีเมียร์ ลีก ที่พบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเขากดไปทั้งหมด 10 ลูก ใน 9 นัดแรก ทำลายสถิติที่ เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน สร้างเอาไว้มากว่า 60 ปี ก่อนหน้านั้น

แม้จะเริ่มต้นด้วยผลงานที่ดีในฤดูกาลที่ 2 ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยยิงไป 4 ประตูใน 5 นัดแรก แต่เขาฟอร์มตกลง ประจวบกับช่วงที่ยูไนเต็ดมีผลงานตกต่ำพอดี จากนั้นเขากลายเป็นตัวเลือกรองเมื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ย้ายเข้ามาคุมทีมแทนที่โชเซ่ มูรินโญ่ จนสุดท้ายเขาต้องย้ายไปค้าแข้งกับ อินเตอร์ มิลาน ที่ประเทศอิตาลี

การย้ายไปค้าแข้งที่ เซเรีย อา เป็นช่วงเวลาที่ ลูกากู ระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้ง โดยเขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2019-2020 ของยูโรปา ลีก ก่อนกลายเป็นตัวหลัก ช่วยให้ อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์ลีก ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเป็นโทรฟี่ลีกสูงสุดใบแรก ในรอบกว่าทศวรรษของสโมสร การยิง 24 ประตู บวกกับอีก 11 แอสซิสต์ ทำให้ลูกากูได้รับรางวัล MVP นอกจากนี้ยังมีชื่อลุ้นรางวัลบัลลังก์ดอร์ในปี 2021 แถมยังสร้างสถิติขึ้นมาอีกหลายอย่าง ทั้ง การยิง 50 ประตูในการลงเล่นเพียง 70 นัดให้กับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งน้อยกว่าโรนัลโด้ ตำนานกองหน้าชาวบราซิล ที่กุมสถิติเดิมอยู่  7 นัด

ลูกากู กับผลงานทีมชาติ เขามีผลงานที่น่าประทับใจกับ ปีศาจแดงแห่งยุโรป เขายิงไปแล้ว 64 ประตูจากการลงสนามช่วยทีมชาติไปทั้งหมด 98 นัด ซึ่งถือเป็นช่วงยุคทองของเบลเยี่ยม เขานำโด่งเป็นดาวซัลโวสูงสุด ตลอดกาลของทีมชาติ

ลูกากูมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ยูโร 2020 ของยูฟ่า โดยในระหว่างนั้นเจ้าตัวซัดไป 4 ประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยม จนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนโดนอิตาลี ทีมแชมป์ เขี่ยตกรอบไป